ครอบน้ำพระพุทธมนต์พุทธามหาปราบ พระพุทธเจ้าชนะมาร
เมื่อครั้งที่พระสิทธัตถะมหาบุรุษจะตรัสรู้นั้น พระองค์ประทับนั่งอยู่โคนต้นโพธิ์ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก โดยมีพระทัยตั้งมั่นที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อพญามารล่วงรู้จึงได้ให้เหล่าเสนาไพร่พลมาร ยกทัพอันน่าสะพรึงกลัวมุ่งหมายที่จะจู่โจมพระโพธิสัตว์จากทั้งสี่ทิศทาง จนเหล่าเทพเทวดาที่กำลังสดุดีองค์พระโพธิสัตว์อยู่นั้น ต่างตกใจกลัวจนรีบหนีไปสุดขอบจักรวาล ทิ้งให้มหาบุรุษอยู่เพียงลำพัง แต่ไม่ว่าพญามารจะทำเยี่ยงไรมหาบุรุษนั้นก็มิได้หวั่นเกรงต่ออำนาจของพญามาร จนพญามารโกรธพร้อมกับกล่าวทวงบัลลังก์ที่สิทธัตถะมหาบุรุษประทับอยู่ มหาบุรุษจึงได้กล่าวกับพญามารว่า บัลลังก์ที่ประทับนี้เกิดจากบุญบารมีที่พระองค์บำเพ็ญมาจนประมาณมิได้ เมื่อพญามารได้ยินดังนั้นถึงกับเรียกร้องหาพยาน พระมหาบุรุษจึงทรงเหยียดพระหัตถ์ชี้ลงไปที่พระแม่ธรณีขอให้มาเป็นพยาน องค์พระแม่ธรณีจึงได้ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับประกาศต่อพญามารว่า มหาบุรุษนั้นบำเพ็ญบุญมามากมายสุดจะประมาณ จากนั้นองค์พระแม่ธรณีจึงได้ปล่อยมวยผมแล้วบีบน้ำออกมาจนกลายเป็นกระแสน้ำที่ไหลบ่าอย่างรุนแรง จนพัดพาพญามารพร้อมเหล่าเสนาไพร่พลลอยไปจนสุดขอบฟ้า พระสิทธัตถะมหาบุรุษจึงได้เจริญสมาธิต่อไปจนตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จากเรื่องราวการผจญมารของพระสิทธัตถะมหาบุรุษ จนสำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้านี้ ได้นำมาซึ่งแรงบันดาลใจให้กับ Artmulet ในการสร้างประติมากรรมแห่งศรัทธา ครอบน้ำพระพุทธมนต์พุทธามหาปราบ พระพุทธเจ้าชนะมารขึ้น โดยในครั้งนี้ได้รังสรรค์ให้องค์พระประทับนั่งในปางมารวิชัยหรือปางชนะมารบนฐานบัว ใต้บัวจะปรากฏองค์พระแม่ธรณีในอิริยาบถกำลังบีบมวยผม ที่แสดงถึงการเกิดกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากรุนแรง และได้พัดพาเหล่าพญามารทั้งหลายให้ลอยไปตามน้ำ โดยประติมากรรมครอบน้ำพระพุทธมนต์พุทธามหาปราบนี้ องค์พระสามารถแยกออกจากส่วนฐานได้เป็นสองส่วน (สองถอด) คือส่วนบนจะเป็นองค์พระ ส่วนล่างที่ปรากฏองค์พระแม่ธรณีนั้น จะเป็นดั่งโถน้ำพระพุทธมนต์ หรือสามารถใช้เป็นที่เก็บรักษาวัตถุมงคลของสำคัญประจำตัวประจำตระกูลต่างๆได้ โดยผลงานดังกล่าวสืบเนื่องจากแนวคิดจาก อ.ธนทัศน์ ทองเนียม ประธานดำเนินงานแห่ง Artmulet และ ดร.ทรงพล เขมะบุลกุล ที่ปรึกษาโครงการ ผ่านจิตรกรเอกอย่าง อ.เกรียงกมล นาคบางแก้ว และประติมากรดังอย่าง อ.สุชาติ แซ่จิว โดยศิลปินทั้งสองท่านสามารถรังสรรค์ปั้นแต่งผลงานในครั้งนี้ได้งดงามอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นเครื่องอุปเท่ห์ในการดำรงชีวิตรวมถึงฝากไว้ให้เป็นสมบัติประจำตัวประจำตระกูลของผู้ครอบครอง และฝากไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป