อิศวรนาฏราช
อิศวรนาฏราช
พลังแห่งการทำลายล้าง เปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่
อิศวรนาฏราชหรือศิวะนาฏราช คือปางร่ายรำของพระศิวะในฐานะมหาเทพนาฏศิลป์ บรมครูผู้แสดงท่าร่ายรำหลัก ๑๐๘ ท่าที่เรียกว่า”กรณะ”โดยเฉพาะท่า “ศิวตาณฑวะ” ซึ่งเป็นท่ารำที่ทรงพลังและเป็นต้นกำเนิดวัฏฏะแห่งการเกิดและการสิ้นสุด โดยท่าระบำมูรตินี้จะก่อให้เกิดการทำลายล้าง การสร้างขึ้นใหม่ และการหมุนเวียนของจักรวาลที่ปรากฏในท่าย่างสามขุมหรือตรีวิกรม ท่ามกลางวงเปลวเพลิงที่หมุนวนไม่สิ้นสุด
ตำนานเล่าว่าการฟ้อนรำของพระศิวะนั้น เป็นที่เลื่องลือและยกย่องของเหล่าเทพทั้งหลายถึงความงดงาม และความน่ายำเกรงเป็นอย่างมาก จากจังหวะลีลาอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการเนรมิตการสร้างสรรค์สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล ฝ่ายพระภรตมุนีที่เพิ่งทราบถึงการร่ายรำระบำฟ้อนอันวิจิตรพิสดารขององค์พระศิวะ จึงได้ไปขอร้องให้พระพิฆเนศช่วยกราบทูลพระบิดาของพระองค์ให้ร่ายรำอีกครั้ง เมื่อได้เห็นถึงท่วงท่าลีลาของศิวะนาฏราชแล้ว พระภรตมุนีจึงได้จารึกท่วงท่าการร่ายรำนี้ขึ้นเป็นบทนาฏยศาสตร์ โดยมีความเชื่อกันต่อมาในหมู่ผู้ที่มีศรัทธาในองค์พระศิวะว่า จังหวะการร่ายรำของพระองค์นั้นอาจบันดาลให้เกิดได้ทั้งผลดีและผลร้ายแก่โลก จึงต้องอ้อนวอนต่อพระองค์ให้ฟ้อนรำในจังหวะที่พอดี โลกจึงจะเกิดความสมดุลที่นำไปสู่สันติสุขแก่มนุษย์ทั้งหลาย แต่หากว่าพระองค์ร่ายรำจังหวะที่รุนแรงด้วยความโกรธกริ้ว อาจนำภัยพิบัติมาสู่โลกได้
ศิวะนาฏราช จึงเปรียบดั่งเป็นมหาเทพแห่งการทำลายล้างสิ่งเก่าให้หมดสิ้นไป และก้าวสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า อีกทั้งยังเป็นตัวแทนแห่งสัจธรรมความจริงที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป และจุดจบของสิ่งหนึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเสมอ” การร่ายรำของพระศิวะนี้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงตำนาน แต่คือเครื่องเตือนใจให้มวลมนุษย์ทั้งหลายกล้าที่จะก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง เพื่อพบกับสิ่งใหม่ที่จะเข้ามาสู่วิถีชีวิตต่อไป
จากความเชื่อและความศรัทธาสู่การรังสรรค์ผลงานประติมากรรม“ศิวะนาฏราช" ด้วยจิตวิญญาณแห่งความพร้อมยอมรับในการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การเกิดขึ้นใหม่ ได้ถูกหล่อหลอมให้ออกมาเป็นรูปธรรมผ่านงานศิลป์ชั้นครูในประติมากรรมเทวะศิลป์รูปแบบศิลปะไทยร่วมสมัย ด้วยเหตุนี้จึงได้ถวายพระนามว่า “อิศวรนาฏราช” โดยเทวะลักษณ์องค์พระอิศวรนาฏราชนี้ กอปรด้วยรายละเอียดที่มีความหมายอันเป็นมงคลดังนี้
องค์พระอิศวรในท่วงท่าร่ายรำอันทรงพลัง แต่อ่อนช้อยตามแบบฉบับนาฏลีลา พระบาทข้างหนึ่งยกขึ้นอย่างอิสระ สื่อถึงการหลุดพ้นจากพันธนาการและความทุกข์ทั้งปวง ศิราภรณ์ กรองศอ ภูษาอาภรณ์ และรัศมีรังสรรค์ด้วยลวดลายไทยประยุกต์แสดงถึงความละเอียดอ่อนอันมีนัยยะถึงความมั่งคั่ง พระรัศมีแห่งธรรมที่เปรียบดังแสงทองส่องสว่างนำทางชีวิต พระหัตถ์ขวาบนทรงอัคนี ซึ่งเป็นไฟแห่งการทำลายล้างสิ่งเก่า พระหัตถ์ซ้ายบนทรงร่ายรำ ดั่งการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง พระหัตถ์ขวาประทานพรด้วยท่าอภัยมุทรา ดั่งพระหัตถ์แห่งความสมดุลที่สื่อถึงว่า อย่าได้กลัวจงกล้าหาญที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงบัณเฑาะว์ ประดุจการให้จังหวะแห่งการสร้างสรรค์ วงแหวนแห่งอัคนีรัศมีเปลวเพลิงที่โอบล้อมพระองค์ไว้ เปรียบเสมือนเพลิงไฟที่ลุกโชนโชติช่วง ประดุจวัฏจักรแห่งกาลเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และยังสื่อถึงพลังอำนาจที่จะเผาผลาญอุปสรรคที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายให้หมดสิ้นไป
ดังนั้นผลงานประติมากรรม "อิศวรนาฏราช" จึงไม่ใช่เป็นเพียงผลงานประติมากรรมเทวะศิลป์ชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสู่ความก้าวหน้ามั่นคงต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ศรัทธา และยังเป็นเครื่องอุปเท่ห์ในการที่จะดำรงชีวิตและประกอบสัมมาชีพ ด้วยคุณธรรมความดี อันจะนำพาความสุขความสำเร็จสมปรารถนา มาสู่ผู้ที่ได้มีไว้ในครอบครอง รวมถึงเพื่อเป็นสมบัติของวงศ์ตระกูลสืบไปด้วย โดยผลงานดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดของ อ.ธนทัศน์ ทองเนียม ประธานดำเนินงานแห่ง ARTMULET และ ดร.ทรงพล เขมะบุลกุล ที่ปรึกษาโครงการ ผ่านจิตรกรเอก อ.เกรียงกมล นาคบางแก้ว และประติมากรชั้นครู อ.สุชาติ แซ่จิว สองศิลปินผู้รังสรรค์ปั้นแต่งผลงานในครั้งนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งความประณีตงดงาม วิจิตรบรรจง และรายละเอียดที่ดูพลิ้วไหว ทรงพลัง ทั้งหลายทั้งปวงนี้เพื่อฝากไว้ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป